2007/Oct/21

     หลังจากที่พึ่งมีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้มา ก็พบว่าตัวเองต้องการอธิบายอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาสำคัญของเรื่องในลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (น่าจะเป็นประเด็นทั่วไป เมื่อคนพูดถึงภาพยนตร์เรื่องใดสักเรื่องหนึ่ง) แต่เป็นเพียงเกร็ดความรู้เพื่อการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และอาจช่วยให้รู้สึกประทับใจ หรือเสียดายเงินในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

     ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมจำเป็นต้องหยิบยกภาพยนตร์เรื่องนี้ ขึ้นมาเป็นเนื้อหาสำหรับบลอคในครั้งนี้ คงเพราะแกนกลางในการดำเนินเรื่อง ส่วนใหญ่ของภาพยนตร์นั้นได้หยิบยกเอาประเด็นทางจิตวิทยามาใช้สำหรับการขับเคลื่อน บทบาทของตัวละครแต่ละตัว

ซึ่ง ... มักช่วยทำให้คนดูมองจิตวิทยามากขึ้น

และ ... มักช่วยทำให้คนดูเข้าใจจิตวิทยาในทางที่ผิดมากขึ้นด้วย

     อย่างไรก็ตาม เนื้อหาและบทความที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นไปตามการวิเคราะห์ของผม ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามความจริงแท้ที่เกิดขึ้น เพราะผมหาได้ศึกษาในมุมมองของทฤษฎีที่ ใช้อธิบายแกนหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มากเพียงพอ ผมใช้ความเป็นเหตุเป็นผลเป็นแนวทางเพื่อ วิเคราะห์จากข้อมูลอันเป็นเนื้อหาหลักของทฤษฎีหรือแนวคิดหนึ่งๆเท่านั้น

 

ข้อแนะนำ

- บทความนี้เหมาะสมกับผู้ที่ชมภาพยนตร์แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียอรรถรสในการชม (มีการ Spoiled ในการหักมุมหลักๆ)

- เพื่อเป็นการง่ายต่อการความเข้าใจสำหรับบุคคลทั่วไป (หรือไม่ได้ศึกษามาทางจิตวิทยา) ผมได้พยายามลดการใช้ศัพท์เฉพาะที่ไม่จำเป็นออก

- บทความนี้จะอธิบายหลักการทางจิตวิทยา สำหรับไปกับหลักการที่ภาพยนตร์ใช้ หรืออธิบาย รวมไปถึงการอ้างอิงถึง เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ

 

 

     Body ศพ 19 เป็นภาพยนตร์ที่ไม่แปลกใหม่ทางเนื้อหา เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีแนวทางสำหรับขับเคลื่อนบทบาท ของตัวละครในลักษณะเดียวกัน

     คนที่นิยมชมภาพยนตร์ระทึกขวัญของต่างประเทศมักเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ได้ถูกต้องไม่ 1 ส่วนก็ 2 ส่วน จากภาพยนตร์ทั้งหมด 3 ส่วน เพราะ Theme ของเรื่องมักอนุมานได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจกันต่อๆมา

     ภาพยนตร์ที่ใช้ Theme ของเรื่องโดยอิงตามหลักการของจิตวิทยาอปกติ มักนำเอาความผิดปกติทางจิตไม่กี่ประเภทมาใช้เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนทั้งนั้น ซึ่งเมื่อนำเอาความผิดปกติทางจิตประเภทใดประเภทหนึ่งมาเป็นตัวกำหนดแล้ว เงื่อนไขอื่นๆที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกัน (ตามหลักเกณฑ์ของความผิดปกติทางจิตนั้นๆ) สิ่งที่อาจแตกต่างมักเป็นแค่องค์ประกอบอื่นๆ เช่น ตัวละคร สถานที่ สาเหตุ แต่โครงที่จะใช้ในการดำเนินเรื่องเพื่อหักมุมนั้นมักแทบเหมือนกัน

     แต่อย่างไรก็ตาม Body ศพ 19 เป็นภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ทางการสร้าง เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ภายในประเทศอีกจำนวนหนึ่งซึ่งพยายามที่จะใช้แนวทาง สำหรับขับเคลื่อนบทบาทของของตัวละครในลักษณะนี้

     ความสมบูรณ์ที่เกือบจะเต็มร้อยสำหรับการดำเนินเรื่องด้วยหลักการทางจิตวิทยา และการวางโครงเรื่องตาม Theme ที่หยิบยกขึ้นมาใช้เป็นแกนกลางของเรื่อง ที่แทบทำได้เช่นเดียวกับภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องอื่นๆ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอะไร (ความสมบูรณ์เชิงเนื้อความ) ที่มากกว่าภาพยนตร์ภายในประเทศเรื่องอื่นๆ ที่พยายามใช้แนวทางในลักษณะเดียวกัน

 

     สาระสำคัญส่วนหนึ่งนอกจากความผิดปกติทางจิตอย่าง MPD (Multiple Personality Disorder) หรือความผิดปกติทางจิตที่มีบุคลิกภาพหลากหลาย (เพิ่มเติม: เป็นความผิดปกติประเภทหนึ่งในกลุ่ม DD: Dissociative Disorders อิงตาม DSM-IV-TR) แล้ว Body ศพ 19 ได้พยายามอธิบายพฤติกรรมและกระบวนการภายในโครงสร้างของจิต ในมุมมองของจิตวิเคราะห์ ที่เชื่อว่า บุคคลมีสภาวะจิตหลักอยู่ใน 2 ลักษณะ อันได้แก่ จิตรู้สำนึก (Consciousness) และ จิตไร้สำนึก (Unconsciousness)

อธิบายหลักการโดยคร่าว >>

     ในสภาวะที่คนเรารู้สึกตัว ซึ่งอยู่ในสภาวะจิตรู้สำนึก (Consciousness) พฤติกรรมและกระบวนการภายในจิตใจย่อมเกิดตามความปรารถนา ที่อาจได้รับการสนับสนุนหรือยับยั้งจากความเป็นเหตุเป็นผลและมโนธรรมทั้งหลาย

     แต่ในสภาวะที่คนเราไม่รู้สึกตัว ซึ่งอยู่ในสภาวะจิตไร้สำนึก (Unconsciousness) พฤติกรรมและกระบวนการภายในจิตใจย่อมเป็นไปตามความปรารถนาแต่เพียงเท่านั้น ไม่ถูกถ่วงสมดุลระหว่างความเป็นเหตุเป็นผลและมโนธรรม

     ในทางหลักการแล้ว จิตวิเคราะห์สมัยเก่า (ตามแนวคิดของ Sigmund Freud) เชื่อว่า บุคคลอยู่ในสภาวะจิตไร้สำนึกมากกว่าสภาวะจิตรู้สำนึก และพฤติกรรมรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจนั้นเกิดขึ้นจากแรงขับ และความปรารถนาทั้งนั้น เพียงแต่อาจถูกสนับสนุนหรือหักห้ามจากความเป็นเหตุเป็นผล และมโนธรรมต่างๆยามเมื่ออยู่ในสภาวะจิตรู้สำนึก (ซึ่งอยู่ในช่วงที่สั้นกว่า) ซึ่งสภาวะจิตไร้สำนึกนี้ไม่ใช่แต่เพียงการหลับ แต่แม้ยามตื่น คนเราก็สามารถอยู่ในสภาวะจิตไร้สำนึกได้

 

     Body ศพ 19 ใช้แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่ของการดำเนินเรื่อง โดยแสดงให้ผู้ชมเห็นหลักการของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่ว่า ภายในความทรงจำของจิตไร้สำนึก (Unconscious Memory) ประสบการณ์อันเลวร้ายทั้งหลาย รวมถึงปมปัญหาและความขัดแย้งต่างๆถูกเก็บกดไว้ ให้อยู่ภายในจิตไร้สำนึก และอาจเป็นผลหรือส่งผ่านมาทางพฤติกรรมหรือกระบวนการภายในจิตใจ ในสภาวะจิตรู้สำนึกด้วย

     ประสบการณ์น่าอาย ประสบการณ์เสียใจ ไม่ได้สูญหายไป แต่การลืมเป็นเพียงการกดมันไว้ ให้ไม่สามารถระลึกได้ในภาวะที่รู้ตัว เพื่อไม่ให้จิตใจของตนเองต้องบอบช้ำ

     ซึ่งภายในจิตไร้สำนึกนั้น ไม่ได้มีแต่เพียงประสบการณ์น่าอาย ประสบการณ์เสียใจ แต่ยังคงมีประสบการณ์ และแรงปรารถนาอื่นๆที่อาจไม่ได้รับการตอบสนองรวมอยู่ด้วย

 

     ปัญหาคือ ... หากอะไรสักอย่าง (เช่น คำสั่ง) ถูกใส่ไว้ในสภาวะจิตไร้สำนึก ... พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นไปเพื่อตอบสนองอะไรสักอย่างนั้นหรือไม่?

 

การสะกดจิต (Hypnosis) กับ จิตไร้สำนึก (Unconsciousness)

     เมื่อชมภาพยนตร์จบ ผู้ชมอาจตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วประเด็นซึ่งใช้เป็นแกนในการดำเนินเรื่องของ Body ศพ 19 อาจไม่ใช่ MPD แต่เป็นการสะกดจิต (Hypnosis) ซึ่งนอกจากที่ภาพยนตร์ได้พยายามสอดแทรกไว้ในช่วงกลางเรื่องแล้ว และพยายามมัดปมของกรณีที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเกณฑ์ของความผิดปกติทางจิต กลับขมวดปมให้ผู้ชมเข้าใจ Theme หลักของเรื่องใหม่ (ซึ่งน่าจะเป็น Theme ที่ถูกต้อง ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ต้องการนำเสนอ) ว่า ทั้งหมดเป็นเพราะการสะกดจิต

     การสะกดจิตเป็นศาสตร์ที่มีมาก่อนการกำหนดแนวคิดตามทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud แต่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับหลักการของ Freud ในภายหลังด้วย

     ตามแนวคิดหลักแล้ว การสะกดจิตก็คือการเล่นกับจิตไร้สำนึก นั่นเอง

     หลักการของการสะกดจิต คือ การทำให้บุคคลเข้าสู่สภาวะที่ใกล้เคียงจิตไร้สำนึกที่สุด (วิธีการในการสะกดจิตนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี และแต่ละรูปแบบ แต่โดยหลักการคร่าวๆคือ ทำให้บุคคลอยู่ในสภาพาการณ์ที่ได้รับแต่สิ่งเร้าเดิม และถูกตัดขาดจากการได้รับสิ่งเร้าใหม่ ซึ่งจะทำให้สภาพจิตใจของบุคคลอ่อนแรงลง และกลับเข้าสู่สภาวะจิตไร้สำนึก - ซึ่งหากอธิบายในทางสรีระวิทยาแล้ว หลักการของการสะกดจิตเหล่านี้เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองของบุคคล)

     เมื่อบุคคลกลับเข้าสู่สภาวะที่ใกล้เคียงจิตไร้สำนึกที่สุด ... ประโยชน์ของการสะกดจิตจะเริ่มจากตรงนั้น ... อาจเพื่อ

- แก้ไขประสบการณ์อันเลวร้ายๆต่างๆ หรือปมปัญหาและความขัดแย้งที่ถูกเก็บกดไว้: โดยหลักการของจิตวิเคราะห์แล้ว ภายในจิตไร้สำนึกนั้นมีประสบการณ์อันเลวร้าย หรือปมปัญหาและความขัดแย้ง รวมถึงความต้องการและปรารถนาที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ถูกเก็บกดไว้อยู่ ซึ่งพฤติกรรมและสภาพจิตใจต่างๆในปัจจุบันนั้นเป็นผลมาจากสิ่งที่อยู่ ภายในจิตไร้สำนึกเหล่านี้ ... ดังนั้น เมื่อดึงให้บุคคลกลับเข้าสู่สภาวะที่ใกล้เคียงจิตไร้สำนึก ย่อมเป็นไปได้ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงการตระหนักรู้ของบุคคลที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น เพื่อที่เมื่อกลับสู่ในสภาวะปกติ ประสบการณ์เหล่านั้นจะไม่ส่งผลเสียต่อสภาวะจิตของบุคคล การสะกดจิตแบบนี้จึงถูกใช้เพื่อการบำบัดรักษา (Therapeutic Hypnosis)

- ควบคุม: ตามแนวคิดของจิตวิเคราะห์แล้ว เป็นไปได้เช่นเดียวกันที่จะป้อนอะไรบางอย่าง เข้าไปภายในสภาวะจิตไร้สำนึกของบุคคล เพราะเมื่อมองตามหลักการที่จิตไร้สำนึกเป็น ศูนย์รวมของพลังในการแสดงพฤติกรรมและกระบวนการภายในจิตใจต่างๆแล้ว การป้อนอะไรบางบางอย่างเข้าไปในสภาวะจิตไร้สำนึก ย่อมเป็นผลให้เกิดพฤติกรรมหรือกระบวนการภายในจิตใจตามนั้น

 

     ปัญหาของ Body ศพ 19 ในการอธิบายการสะกดจิตนั้นอยู่ที่ วิธีและหลักการซึ่งยังไม่ชัดเจนพอ (ในภาพยนตร์) การสะกดจิตของดารารายที่กระทำต่อนักศึกษาสาวภายในชั่วโมงเรียน การจ้องเข้าไปในนัยน์ตาของนักศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวดูจะเป็นพลังมหัศจรรย์มากกว่า เมื่อเทียบกับการสะกดจิตโดยทั่วไป ... และการสะกดจิตของดารารายที่กระทำต่อหมอสุธีบนโต๊ะอาหาร การจ้องเข้าไปในนัยน์ตาของหมอสุธีรแต่เพียงอย่างเดียวดูจะเป็นพลังมหัศจรรย์มากกว่า เมื่อเทียบกับการสะกดจิตโดยทั่วไป ...

 

โครงในการดำเนินเรื่อง

     เมื่อมองถึงโครงในการดำเนินเรื่องที่หักมุมระหว่าง MPD กับ Hypnosis แล้ว Body ศพ 19 เป็นภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ดี

     คนที่เคยชมภาพยนตร์ระทึกขวัญของต่างประเทศน่าคาดการณ์ได้ในส่วนหนึ่งแล้วที่ ชล (ซึ่งตอนหลังก็คือหมอสุธี) เองนั้นเป็นผู้ที่ฆ่าทุกๆคน โดยในตอนแรกก่อนการหักมุมด้วยการที่หมอสุธีเป็น MPD เป็นเรื่องไม่ยากนักที่คนซึ่งคุ้นเคยกับการชมภาพยนตร์ระทึกขวัญของต่างประเทศ จะสามารถ คาดการณ์เนื้อเรื่องในส่วนนี้ได้ ... นี่อาจเป็นการหักมุมแรกของโครงเรื่อง ที่หักมุมจากที่คนดูคิดว่าเป็นการกระทำของผี ให้กลายเป็นการกระทำของคนซึ่งก็คือตัวชลเอง

     หลังจากนั้นจึงหักมุมครั้งที่สองโดยการให้หมอสุธีเป็น MPD ... ที่หักมุมจากที่คนดูคิดว่าเป็นการกระทำของชล ให้กลายเป็นการกระทำของหมอสุธี

     แล้วจึงหักมุมครั้งสุดท้ายในตอนจบ จากที่คนดูคิดว่าหมอสุธีกระทำไปเพราะเป็น MPD ให้กลายเป็นหมอสุธีกระทำไปเพราะถูกสะกดจิต

     อย่างไรก็ตาม ... การหักมุมในแต่ละครั้งนั้นเป็นไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล และมีรายละเอียด (ที่แสดงออกภายในภาพยนตร์) ที่รองรับการหักมุมในแต่ละครั้ง ซึ่งหากผู้ชมสังเกตในรายละเอียดต่างๆนั้นดีพอจะไม่แปลกใจในการหักมุมแต่ละครั้ง

     ซึ่งหากนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความจงใจที่ผู้สร้างต้องการสื่อ ผมถือว่าภาพยนตร์เรื่องนี้วางโครงสร้างและรายละเอียดรองรับในการดำเนินเรื่องได้ดีทีเดียว

 

     ซึ่งรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจในการหักมุมแต่ละครั้ง ต่อจากนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น >>

     1. หักมุมครั้งแรก: การกระทำของคน ไม่ใช่ผี ... คนที่คุ้นชินกับการหักมุมของภาพยนตร์แนวระทึกขวัญของต่างประเทศ ย่อมเข้าใจได้โดยง่าย การใช้กลวิธีเห็นการฆาตรกรรมภายในความฝัน พอตื่นขึ้นมาฆาตรกรรมนั้นเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้นยังมีข้อมูลรองรับตรงที่ การตรวจสอบของหมอจิ๊บ และการตรวจสอบของหมออุษา ย่อมเป็นเครื่องมือบ่งบอกให้ผู้ชมทราบได้ว่า อาจมีความผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับชลสิทธิ์ (หมอสุธี)

     2. หักมุมครังที่สอง: ผมไม่ได้ฆ่า เป็นสามีของคุณหมอ ... จุดนี้เป็นมุมมองของผมนะครับ เมื่อมองในมุมที่ยังไม่รู้ว่าชลสิทธิ์เป็นน้องชายของดาราราย (จากการชมภาพยนตร์ในช่วงต้นจนถึงกลางเรื่อง) ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักที่ดารารายจะมีความเกี่ยวข้องกับชลสิทธิ์ ชลสิทธิ์ไม่ได้เรียนกับดาราราย (แถมยังเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิชาที่ดารารายสอน <การสะกดจิตเพื่อบำบัด> ) และหากมองในแง่ของพฤติกรรมที่ตัวละครกระทำระหว่างกัน แทบหาความเชื่อมโยงที่ชลสิทธิ์ได้กระทำกับดารารายไม่ได้เลย ชลสิทธิ์เพียงแต่หยิบกระเป๋าสตางค์ของหมอสุธีมาเท่านั้น ... และกระเป๋าสตางค์นี้เป็นจุดที่ผมมองความเชื่อมโยงระหว่างชลสิทธิ์กับหมอสุธี ว่าน่าจะมีความเกี่ยวพันกันในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นจุดหักมุม (ความคิดของผมขณะชมภาพยนตร์)

     3. หักมุมครั้งที่สาม: ชื่อดาราราย หาให้พบ ... คนที่รู้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ MPD อย่างดี ย่อมพบจุดผิดสังเกตที่สำคัญสำหรับอาการของ MPD ... ตามเกณฑ์และแนวทางในการวินิจฉัยแล้ว MPD นั้นมักมีอาการอยู่ช่วงระหว่าง 5 - 15 นาทีเท่านั้น นั่นหมายความว่า ในช่วงที่หมอสุธีจะรู้สึกว่าตนเองเป็นชลสิทธิ์มีได้ไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น แต่ในระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะมีกิจกรรมที่ชลสิทธิ์จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการกระทำมากกว่า 15 นาที (ไม่ยืนยันนะครับ ... ผมดูแค่รอบเดียว แต่คิดว่าน่าจะมีช่วงหมอสุธีกลายเป็นชลสิทธิ์ทำกิจกรรมมากกว่า 15 นาที <ใช้ระยะเวลาทั่วไปในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นตามปกตินั้นมาเป็นเกณฑ์> ) ซึ่งจะพบว่ามีลักษณะอาการที่ไม่ตรงตาม MPD และอาจโยงได้ว่า หมอสุธีถูกสะกดจิต

 

เพิ่มเติม: สำหรับผมแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างทำการบ้านมาได้ดีในประเด็นทางจิตวิทยา เพราะนอกจากจะเป็นเนื้อหาหลักแล้ว รายละเอียดปลีกย่อยอย่างเช่นการตรวจและวินิจฉัยโรคยังทำได้ดีด้วย การใช้ Rorschach Ink Blot ในการเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อตรวจและวินิจฉัย รวมถึงการใช้เทคนิค Free Association ตามแนวคิดของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในการบำบัดรักษา