How-to

How to

เป็นหมวดที่ผมจะตั้งไว้เพื่อสร้างแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อปัญหาหนึ่งๆ จริงๆถ้าพูดให้ถูก มุมนี้น่าจะเป็นเรื่องของการชี้นำการปฏิบัติต่อสถานการณ์หนึ่งๆซะมากกว่า ซึ่งจะต่างไปจากเนื้อหาโดยรวมของบล๊อคที่มักจะเน้นการแปลความซะส่วนใหญ่ แต่หนทางในการดำเนินชีวิตตามบริบททางสังคมอย่างชาญฉลาด ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำให้ชีวิตของตัวเองมีความสุขเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าการเน้นแต่หลักที่จะอยู่อย่างชาญฉลาดเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ช่วยให้หนทางที่จะดำรงอยู่ได้มีความสุขไปตลอด ซ้ำจะยิ่งทำให้ติดกับดักทางความคิด และหลงเข้าไปในโลกที่มีตัวตน หรือไม่มีตัวตนด้วย

ปกติแล้วคนเราก็เจอปัญหากันอยู่แทบทุกวัน สิ่งสำคัญของปัญหาเหล่านั้นคือ เราไม่สามารถจัดลำดับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาได้อย่างเหมาะสม เพราะขาดความเข้าใจได้ว่าอะไรที่เป็นตัวก่อให้เกิดปัญหา และอะไรคือสิ่งที่ต้องตอบสนองต่อปัญหาเพื่อควบคุมตัวแปรภายในสิ่งเร้านั้นให้ พูดง่ายๆก็คือ ปัญหาทั้งหมดจะยังคงเป็นปัญหาจนกว่าเราจะตอบสนองต่อปัญหานั้นๆได้อย่างเหมาะสม

... หมวดนี้จะทำให้ 'การดำเนินชีวิตตามบริบททางสังคมอย่างชาญฉลาด' ที่ผมเน้นหนักอยู่เสมอเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องและนำไปใช้ได้จริงขึ้นมา

แต่ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่จะละทิ้งไม่ได้ก็คือ ... รูปแบบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ปัจจัยภายในก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้นแนวทางของผมก็เป็นแต่เพียงภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นๆ ไม่ได้สรุปรวมไปว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ซะทีเดียว การเจาะลึกลงไปในแต่ละเรื่องหรือปัญหามันละเอียดอ่อน เพียงแต่หากเข้าใจในแนวทางได้ล่ะก็ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นนักจิตวิทยา ที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาของตนเองไปตามแต่ลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้น

ซึ่งก่อนอื่นเลยผมยอมรับว่า มันมีปัญหามากมายที่คนเราไม่รู้จักในการจัดการกับปัญหานั้นๆ การเลือกเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเขียนจึงเป็นเรื่องอะไรที่ค่อนข้างทำได้ยาก เพราะเช่นนั้นถ้าใครก็ตามอยากหาหนทางที่จะจัดการกับปัญหาหนึ่งๆแล้วล่ะก็ ลองเสนอมาดูละกันครับ ไม่อย่างนั้นผมก็จะเอาแต่เรื่องที่ตัวเองไปเกี่ยวข้องมาลงล่ะ (ก็มันง่ายที่สุดนิ ... อีกทั้งยังผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยว่าใช้ได้ผล)

สิ่งสุดท้ายก็คือจำเป็นต้องพึงระลึกเสมอว่า การจัดการต่อปัญหาใดๆไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่มีแนวทางเป็นข้อๆที่ถ้าทำอย่างนั้นจะได้ผลตรงตามนั้นเป๊ะๆ ... ผมถึงไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นักกับหนังสือรวมวิธีการพิชิตและเผชิญปัญหาทั้งหลาย ที่เดี๋ยวนี้วางขายกันให้เกลื่อน เพราะถ้าขาดความเข้าใจในหลักการแล้วล่ะก็ ต่อให้ปฏิบัติตามสักล้านข้อก็ไม่ประสบผลสำเร็จหรอก ไม่ใช่ว่าไม่ควรมีข้อปฏิบัติ การมีข้อปฏิบัติเป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้เห็นภาพว่าต้องทำอะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ แต่ข้อปฏิบัตินั้นต้องตอบคำถามได้ด้วยว่า 'ทำไมถึงต้องปฏิบัติแบบนั้น?' เพราะข้อปฏิบัติที่ไม่มีหลักการสนับสนุนก็ไม่ต่างไปจากคำพูดเลื่อนลอยที่ใครๆก็พูดกันได้

... นอกจากนั้นต่อให้เป็นข้อปฏิบัติอะไรก็ตาม แต่การปฏิบัตินั้นเป็นเพียงภาพรวมที่เป็นส่วนร่วมของทุกกรณีปัญหา เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนตามแต่ลักษณะเฉพาะของตัวแปรภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องไตร่ตรองอยู่ดีว่าการปฏิบัติในรูปแบบหนึ่งๆนั้น ในสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่จะสามารถแก้ไขได้จริงหรือไม่? ถ้าการกล่าวอ้างตามหลักการมันเป็นแบบนั้น แล้วมีตัวแปรสอดแทรกและตัวแปรแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ ที่มาทำให้การปฏิบัตินั้นๆไม่สำเร็จผล? โดยรวมแล้วก็คือ การวิเคราะห์หลักการตามแต่ละลักษณะเหตุการณ์และตัวแปรจึงเป็นเรื่องสำคัญ ...

[How to]: say the words you feel

How to ประเด็นแรกที่ผมต้องรีบเอามาลงก่อนเนื้อหาสำคัญในการแปลความอื่นๆก็คือ จะบอกความในใจอย่างไร? ซึ่งผมเองกำลังเผชิญอยู่นี่หล่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็เลยเอามาแบ่งปันแล้วก็สร้างรูปธรรมของ 'การดำเนินชีวิตตามบริบททางสังคมอย่างชาญฉลาด' ให้ใครต่อใครเห็นถึงสิ่งที่ผมเน้นหนักนักหนา

How to ประเด็นนี้เหมาะกับคนที่ popular และคนที่ไม่เคยจะมีใครมาบอกชอบสักเท่าไหร่นะครับ (--!ผมน่ะเป็นแบบกรณีหลังน่ะแหละ) Popular ที่ผมหมายถึงก็คือ มักมีคนมาสารภาพความในใจอยู่บ่อยๆ โดยที่ตัวเองมีคำตอบในใจอยู่แล้วไม่ว่าจะตกลงหรือไม่ตกลง ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็เถอะ ปัญหาพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยๆในวัยรุ่นซะมากกว่า (แต่ผมไม่ได้วัยรุ่นแล้วนะ TwT) หรือที่เรียกกันติดปากว่า Puppy Love และความรักตามอินเตอร์เนททั้งหลายแต่วิธีการนี้ก็สามารถใช้ได้กับทุกรูปแบบความรัก (แต่ผมแนะนำในกรณีที่ตัวเองมีคำตอบอยู่แล้วนะว่า 'รัก' หรือ 'ไม่รัก' อีกฝ่ายหนึ่ง)

วิธีการนี้จะทำให้คนที่มาสารภาพตรวจสอบความรู้สึกของตนเอง ว่าจริงๆแล้วคิดอย่างไรกันแน่ และพิจารณาว่าตนเองนั้นรักแบบไหน? เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ที่ตัวคนถูกสารภาพ (เพราะมีคำตอบอยู่แล้วว่ารักหรือไม่) แต่อยู่ที่ตัวคนสารภาพนั่นแหละว่าที่พูดว่ารักนั้นมีน้ำหนักขนาดไหน

... การตรวจสอบนี้จะทำให้คนสารภาพเริ่มเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริง อาจยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้แต่เราหวังผลแค่ว่าทำให้เขาแน่ใจหรือไม่แน่ใจ ในความรักที่เกิดรวมทั้งยังส่งผลต่อคนสารภาพเมื่อได้รับคำตอบของเราด้วย

จริงๆแล้ว คนที่ popular ส่วนใหญ่มักมีวิธีจัดการปัญหาแบบนี้ในรูปแบบของตัวเองอยู่แล้ว เพราะต้องผ่านประสบการณ์ประเภทนี้มาจนชำนาญในการหาช่องว่าง เพื่อปฏิเสธหรือยอมรับอย่างโชกโชน แต่วิธีการนั้นๆที่ใช้ๆกันก็จะส่งผลต่อคนคนนั้นๆไปตามรูปแบบที่ใช้ อาจสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าคนคนนั้นๆจะตอบสนองต่อปัญหา ไปในทางที่จะขจัดต้นเหตุของปัญหาไหมก็แค่นั้น ซึ่งใครจะหันมาใช้วิธีของผมก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ว่าต้องพิจารณาลักษณะรูปแบบที่เกิดขึ้นกับตนกับในภาพรวม ที่ผมกำลังจะอธิบายด้วยเท่านั้น

เอาล่ะ ... ผมขอเอาประเด็นของผมนี่แหละชี้แจงเพราะเห็นภาพชัดเจนดี ... เมื่อปีที่แล้วผมเคยได้ไปพบน้องคนหนึ่งเข้า แล้วความสัมพันธ์ก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ ก็คือ เป็นคนรู้จักเท่านั้น ผ่านมาหนึ่งปี เขาโทรมาหาผม (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเบอร์ผมมาได้ยังไงเหมือนกัน) แรกๆก็คุยกันตามปกติ แต่หลังๆก็โทรมาอยู่ทุกวัน น้ำเสียงใครๆฟังก็รู้ว่ากำลังถูกจีบอยู่แน่ๆ โดยที่น้องเขาอายุ 1x ต้นๆ (ต้นๆจริงๆ x = 2 ถึง 3 นี่แหละ) ส่วนผม 2x ไปได้ปีกว่าๆแล้ว และไม่มีทางที่เราจะพบกันได้แน่นอน ทั้งที่อยู่และสถานภาพ จริงๆโดยความรู้สึกส่วนตัวผมไม่สนใจหรอกว่ามันจะเป็นความรักแบบไหน แค่เพียงผมสามารถรักคนคนนั้นได้จริงก็พอแล้ว

แต่นี่ไม่ใช่ ... ผมคุยด้วยในแบบน้องเท่านั้น

ครั้นเมื่อน้องเขาสารภาพมาว่า "พี่ ... หนูชอบพี่อ่ะ" (คำว่า 'ชอบ' ของวัยรุ่นในสมัยนี้น่าจะเข้าใจกันอยู่นะครับว่ามันเป็นแบบไหน อย่างไร)

ผมก็หยุดจังหวะการสนทนาไปสักนิดหนึ่ง (ไม่ได้นานนัก ประมาณ 3-5 วินาที) พร้อมกับกรอกเสียงไปทางโทรศัพท์ว่า "งั้นก่อนพี่จะตอบ พี่ขอถามอะไรเราสามข้อนะ ถ้าหลังจากนั้นเรายังอยากจะฟัง พี่ก็จะบอก"

อย่างไรซะคนรอฟังคำตอบก็ต้องรับข้อเสนอนี้อยู่แล้ว อาจมีการใช้ลูกเล่นบ้างตามแต่ลักษณะเฉพาะไป แต่สิ้นเสียงที่ว่า 'อื้ม ค่ะ/ครับ' ก็เข้าทางเราพอดี

ผมก็ค่อยๆถามกลับไปว่า '1. ถ้าพี่ไม่ได้คุยกับเราทุกวัน หรือเวลาโทรมาก็ไม่เคยบอกว่าคิดถึง ... เราจะยังชอบพี่อยู่รึเปล่า?'

หลังจากนั้นต้องผมก็รอให้เขาคิดครับ แต่ไม่ได้รอจนเขาตอบ พอเขาพูดตะกุกตะกักหรือไม่แน่ใจก็ถามข้อที่สองต่อไปว่า '2. เราจะยังอยู่แบบนี้ได้ไปจนถึงเมื่อไหร่? เราจินตนาการออกไหมว่าวันไหนหรือตอนไหนที่เราจะได้มาคบกันจริงๆจังๆ? ... กว่าจะถึงวันนั้นเราจะชอบพี่แบบนี้อยู่รึเปล่า?'

เช่นเดียวกัน ผมก็รอให้เขาตอบสักนิดหน่อย แต่ไม่ต้องนานนัก แล้วก็เลยถามข้อต่อไปว่า '3. พี่มองไม่เห็นภาพจริงๆว่าเราชอบพี่แบบไหน? พี่ที่เป็นเสียงและภาพวาดในใจในโลกของเราน่ะเหรอ? เราชอบพี่แบบไหนล่ะ?'

ซึ่งหลังจากนั้นน้องเขาก็ไม่ได้ร้องขอคำสารภาพอะไรของผมอีก ได้แต่พยายามพิจารณาความชอบในแบบของตัวเองอยู่ ... จนวางสายไป หลังจากนั้นเขาก็โทรมาแล้วก็คุยกันตามปกติไม่ได้มีน้ำเสียงจีบอะไรผมอีก คุยกันเรื่องการเรียนอะไรพวกนี้อย่างที่พี่น้องเขาคุยๆกันนั่นแหละ

ต่อไปผมจะอธิบายถึงหลักการที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนละกันนะครับ ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น?

การใช้ลักษณะของคำถามแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายมองถึงความน่าจะเป็น ของการเกิดความรักขึ้นจริงที่อีกฝ่ายคิดไว้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

... คนเราชอบให้บอกว่า 'รักนะ' แต่ผมสงสัยว่า 'รักแบบไหน? รักในเสียงกับภาพที่คิดเอาเองอย่างนั้นเหรอ?'

หลังจากที่เขาบอกเรา แล้วให้เราหยุดการสนทนานักนิด (ประมาณ3-5 วินาที) ก็เพื่อการจัดบรรยากาศ การรีบพูดจนเกินไป หรือการปล่อยไว้ให้นานจนเกินไป จะทำให้บรรยากาศนั้นไม่คล้อยตามต่อการถามคำถามของเรา หากเรารีบพูดจนเกินไป บรรยากาศที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นกันเอง เหมือนกับเราปฏิเสธเขาทันควันโดยไม่ทันได้คิดอะไร (แม้จะแค่ถามก็เถอะ) การปล่อยไว้ให้นานเกินไป จะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกอึดอัด ไม่สามารถสื่อสารกันได้ในรูปแบบปกติ ทำให้เขาไม่คล้อยตามต่อสิ่งเร้าของเราได้มากพอที่จะพิจารณาคำถาม

คำถามในแต่ละข้อนั้นไม่จำเป็นต้องตายตัว แต่ต้องเป็นสิ่งเร้าที่เข้มข้นพอที่จะให้เขาคิดได้ตามแต่ละข้อนั้น

คำถามข้อที่หนึ่งเป็นการกระตุ้นให้เขาเห็นว่า ถ้าเรามีนิสัยบางอย่างที่เข้ากับเขาไม่ได้ เขาจะยังรักเราอยู่ไหม? เช่น ผมไม่ค่อยชอบคุยโทรศัพท์ ไม่ค่อยชอบบอกว่าคิดถึง ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเขาจะรักเราที่เป็นแบบนั้นได้หรือไม่? การถามคำถามนี้จำเป็นที่เขาจะต้องให้คำตอบแก่ตัวเองว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะรักคนแบบนี้

... สิ่งที่ต้องตระหนักในการถามคำถามนี้ก็คือ จริงอยู่ที่นิสัยที่ตรงข้ามกันนั้นมักเข้ากันไม่ได้ แต่บางอย่างก็สามารถเข้ากันได้จริงๆ ดังนั้นการดึงลักษณะที่ขัดแย้งกันออกมาอย่างเข้ากันไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ ...

อย่างเช่น เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ชอบคุยโทรศัพท์ ชอบให้บอกว่าคิดถึง แต่ส่วนตัวผมไม่ชอบคุยโทรศัพท์ ไม่ชอบบอกว่าคิดถึง ซึ่งขัดกันอย่างเด่นชัด

ก่อนจะตั้งคำถามจึงต้องสืบค้นลักษณะของอีกฝ่ายอยู่พอสมควร

หลังจากนั้นที่รอให้เขาคิดก็เป็นการให้เขาตรวจสอบตนเอง การถามที่ติดๆกันจะไม่ทำให้คนฟังรับเอาสาระสำคัญเก็บไปคิดทั้งหมด เหมือนเป็นการพูดผ่านๆไป แต่การเว้นช่วงเวลาให้เขาคิดสักเล็กน้อย จะทำให้เขาต้องอยู่ในสภาพที่จะต้องตอบคำถามนั้นแก่ตัวเอง อยู่ในสภาพที่จะต้องพิจารณาความรู้สึกตามคำถามนั้น แต่การปล่อยให้คิดนานเกินไปก็จะทำให้พลังงานของคำถามทั้ง 3 นั้นไม่ต่อเนื่อง คำถามในแต่ละข้อเป็นการให้ตรวจสอบความคิดความรู้สึก ดังนั้นไม่มีทางที่จะได้ผลสรุปออกมาอย่างรวดเร็วถ้าอีกฝ่ายไม่มั่นคงในความรู้สึกพอ ดังนั้นถ้าปล่อยให้คิดนานล่ะก็ คำถามข้อที่ 2 จะไม่ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งของตัวเองในการพิจารณาคำถามข้อแรก

คำถามข้อที่สองเป็นการชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่จะได้คบกันจริงๆ เราที่ห่างกันขนาดนี้มีทางหรือไม่ที่จะได้มาพบกันแล้วคบกันจริงๆจังๆ ไปดูหนัง ไปฟังเพลง ไปเที่ยว ไปทำอะไรต่อมิอะไรที่คนรักควรกระทำต่อกัน ... และกว่าจะถึงวันนั้นจะยังสามารถรักได้เหมือนตอนนี้หรือไม่

หลังจากนั้นก็ที่ต้องรอให้เขาคิดสักนิด ก็เป็นการหวังผลเช่นเดียวกับการรอในครั้งแรก เพียงแต่ว่าเวลาที่คิดควรจะน้อยกว่าครั้งแรกสักเล็กน้อย เพราะการถามในข้อที่สามที่กำลังจะถามนั้นไม่ได้หวังผลให้เกิดการคิดมากนัก (เพราะยังไงก็ต้องเก็บเอาไปคิดอยู่ดี) แต่จะเป็นการเพิ่มพลังงานของความขัดแย้งภายใน ในการตรวจสอบความคิดความรู้สึกของตัวเอง

คำถามข้อที่สามเป็นการกระตุ้นให้เขาเห็นว่า เขารักเราจริงๆน่ะเหรอ? และเขารักเราแบบไหน? รักเฉพาะเสียงและภาพที่วาดขึ้นในใจอย่างนั้นหรือไม่? คำถามข้อนี้เป็นการสรุปความคิดของคำถามทั้งหมด และเป็นการถามย้ำเพื่อให้เขาต้องคิดและทำความเข้าใจ

ทั้งหมดแล้ว คำถามที่ถามเพื่อกระตุ้นให้เขาคิดว่า 'ฉันรักเขาจริงๆน่ะหรือ?' แค่นั้นเอง

... ถ้าเขาตอบไม่ได้ก็ตั้งข้อสงสัยไว้ได้เลยว่า มันอาจไม่เป็นความรักในรูปแบบของเราก็ได้

... แต่ในบางกรณี คนบางคนรักจริง แต่ก็ตอบคำถามสามข้อนี้ไม่ได้เพราะสับสน แต่น้ำเสียงจะหนักแน่นว่า 'รัก'

... คนส่วนมากเมื่อเจอคำถามแบบนี้จะไม่สามารถยืนยันความรักของตัวเองได้หนักแน่น เพราะเริ่มไขว้เขวกับสิ่งเร้าที่เราใส่เข้าไป

ในกรณีที่เขาตอบได้หมด เราก็บอกความรู้สึกของเราให้เขาฟังเท่านั้นเอง ถ้าคำตอบของเราไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา โดยที่เขานั้นรักเราจริงๆ เขาก็จะไม่รู้สึกเสียใจมากเพราะเราแสดงให้เห็นถึงภาพชัดเจนระหว่างความรัก แต่ถ้าเขาไม่ได้รักเราจริงๆ เขาก็จะไม่รู้สึกเสียใจ เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองเลย

... ถ้าคำตอบของเราและเขาตรงกันก็ Happy Ending

ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในลักษณะเฉพาะของแต่ละสถานการณ์

1. เพศ (ทั้งคนสารภาพและถูกสารภาพอยู่ในสถานภาพของชายหรือหญิง)

ที่พูดว่า 'อยู่ในสถานภาพ' เพราะวิธีนี้ก็ใช้กับเกย์หรือเลสได้เหมือนกัน การที่อยู่ในสถานภาพที่แตกต่างกันลักษณะของคำถามก็จำเป็นที่จะต้องแตกต่างกันด้วย น้ำหนักและความเข้มข้นของคำถามที่ใส่เข้าไป หากคนมาสารภาพเป็นผู้ชาย ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างเพศด้วย

2. บุคลิกภาพของแต่ละบุคคล

บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนใหญ่แล้วของการวิเคราะห์หลักการต่างๆจำเป็น ที่จะต้องคำนึงถึงบุคลิกภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย เพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลและบุคลิกภาพนี้ จะชี้ให้เห็นถึงลักษณะของคำถามที่ต้องใช้ รวมถึงจุดอ่อนจุดแข็งในแต่ละคน คำถามประเภทหนึ่งที่ใช้ได้ดีกับคนคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนคนหนึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

3. สถานการณ์ในตอนนั้น

สถานการณ์ในตอนนั้นก็เป็นตัวกำหนดวิธีการพูดและการสนทนาระหว่างกัน เพราะสถานการณ์จะเป็นตัวส่งผลต่อลักษณะของบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างการพูด ในลักษณะของบรรยากาศแบบหนึ่งจำเป็นต้องใช้คำพูดหนึ่ง และในลักษณะอีกแบบหนึ่งก็จำเป็นที่จะต้องใช้อีกคำพูดหนึ่ง

ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวที่จะคัดสรรความเหมาะสมและลักษณะของการใช้คำถาม เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายคิดและทำความเข้าใจในความรู้สึกของตัวเอง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะสร้างความสอดคล้องกันในตัวแปรเหล่านี้อย่างไร ที่จะทำให้เกิดลักษณะคำถามที่จะกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งคิด และเข้าใจ ยอมรับในความรู้สึกของตัวเองได้

... การจัดการกับลำดับความสำคัญของสิ่งเร้าจึงเป็นเรื่องจำเป็น การใส่สิ่งเร้าในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ของการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆที่จะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นรูปแบบของการใช้วิธีต่างๆจึงแตกต่างกันไปในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ชัดเจนว่าต้องเป็นไปในแบบภาพรวมที่แจกแจงมา

หมายเหตุ: ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้กลวิธีทางจิตวิทยาในการจัดการกับความรัก เพราะความรักเป็นเรื่องของคนสองคน หัวใจสองดวง แต่นั่นหมายความว่าเป็นความรักที่เกิดขึ้นจริงแล้วระหว่างคนสองคน การจัดการกับสภาพแวดล้อมที่เข้ามาในความรู้สึกต่างหากที่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คล้ายๆกับว่าถ้าเราไม่รักใครสักคน เราจะปฏิเสธเขาอย่างไรจึงจะไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องพ่ายแพ้ต่ออะไรสักอย่าง

... สำหรับผมแล้ว ความรักที่แท้จริงนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องไปจัดการกับสภาพอะไร คนสองคนและใจสองดวงก็ผูกเข้ากันได้ แม้จะมีเรื่องทะเลาะกันบ้าง แต่การทะเลาะนั้นก็เป็นไปตามความเข้ากันได้ที่เกิดขึ้น

ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยืนอยู่เหนือสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเราจะหลุดเข้าไปในกับดักทางความคิด ตกหล่นไปอยู่ในวังวนของความมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนในที่สุด ...